Showing posts with label Gender. Show all posts
Showing posts with label Gender. Show all posts

Saturday, September 17, 2011

เ(ค)รื่องสองเพศ ตอนที่ 1

พอดีวันก่อนคุยกับเพื่อนเรื่องสิ่งมีชีวิตสองเพศแล้วก็เล่าเรื่องที่ให้นักศึกษาจัดสัมมนาให้เค้าฟัง แล้วเพื่อนพูดหลายประเด็นเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตสองเพศ แล้วบอกอีกว่าเค้าเคยได้ยินมาว่า "ถ้าคนที่มีอวัยวะเพศสมบูรณ์ทั้งสองเพศและมีมดลูกมีสเปิร์มครบถ้วน แล้วเอาเชื้อของตัวเองมาใส่ในไข่ของตัวเองจะทำให้เด็กที่เกิดมามีสภาพเหมือนเป็นตัวโคลนนิ่งของตัวเอง" ฟังแล้วก็คิดว่าน่าสนใจและควรไปหาข้อมูลต่อ และแหล่งข้อมูลที่ฮิตเข้าถึงง่าย (และอาจชุ่ย) ที่สุดก็คือเว็บไซต์ wikipedia ก็เลยลองใส่คำว่า Hermaphrodite ลงไปในเว็บไซต์ Google แล้วก็ตามคาด Link ของ wikipedia อันนี้ขึ้นมาอันแรก http://en.wikipedia.org/wiki/Hermaphrodite

ลองถอดความแล้วได้ดังต่อไปนี้

ทางชีววิทยาแล้ว Hermaphrodite เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งเพศชายและหญิง (หรือเพศผู้และเมีย) ในตัวเดียวกัน สามารถพบได้มากในกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีสันหลังโดยเฉพาะ แมลงและหอยทาก และพืชต่างๆ เพราะถือว่าการมีสองเพศเป็นลักษณะที่ปกติเพราะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สัตว์เหล่านี้สามารถแพร่พันธุ์ได้โดยที่สัตว์สองตัวที่มาผสมพันธุ์กันจะทำหน้าที่ทั้งเมียและผัวได้ ไม่จำกัดว่าครั้งนี้ที่ผสมพันธุ์แล้วเป็นเพศใดจะต้องเป็นไปตลอด บางครั้งเราอาจพบปลาลางกลุ่มที่มีสองเพศได้เช่นกันเพียงแต่จะไม่มากเท่าในหอยทากและแมลง

สำหรับมนุษย์เองเราใช้คำว่า Hermaphrodite กับคนที่มีเครื่องเพศทั้งสองเพศหรืออาจมีสองเพศตอนเกิดแต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์แล้วกลับมีเพศดเพศหนึ่งฝ่อไปและอีกเพศหนึ่งพัฒนาเด่นชัดมากกว่า คำว่า Hermaphrodite จริงๆ แล้วเป็นภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 15 มาจากภาษากรีก Hermaphrodious ซึ่งมาจากชื่อของเทพบุตรลูกชายของ Hermes เทพแห่งการสื่อสารและหัวขโมย กับ Alphrodite เทพแห่งความงาม สองคำนี่มาผสมกันเป็นชื่อลูกว่า Hermaphroditus นั่นเอง แต่ในสมัยนี้คนไม่นิยมใช้คำนี้กันสักเท่าไหร่ จะหันไปใช้คำว่า intersex มากกว่า

แต่ขอให้สังเกตตรงนี้ว่าสามีที่แท้จริงของ Alphrodite คือ Hephaestus ซึ่งเป็นเทพแห่งช่างตีเหล็กหน้าตาไม่ดีร่างกายพิการ และภรรยาของเขาก็คบชู้หลายคนทั้งที่เป็นเทพและอื่นๆ ส่วน Hermaphroditus นั้นเรียกได้ว่าหน้าตาดีจนมีนางไม้มาหลงรัก แต่เขาไม่รับรักของหล่อน ด้วยความหน้ามืดตามัวในความหลงร่างกายของเทพบุตรหล่อนจึงเข้าสิงเขาเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกันตราบนิจนิรันดร์ จนร่างกายของเทพบุตรกลายเป็นสองเพศขึ้นมา

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน เดี๋ยวมาต่อส่วนที่เป็นเรื่องพืชและสัตว์สองเพศวันหลังนะครับ

Sunday, September 11, 2011

[Seminar] Gender and Politics สัมมนาเพศกับการเมือง



วันนี้ที่ห้องเรียนเพศกับการเมืองมีสัมมนาเรื่อง "เพศ ศิลปะ ความรัก กับการร่วมเพศร่วมสมัย" จัดโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 13 คน สัมมนานี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเพศกับการเมือง หลักสูตรรัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต โดยที่นักศึกษาเป็นผู้ดำเนินรายการและจัดรูปแบบเนื้อหาในสัมมนากันเอง อาจารย์ทำหน้าที่ฟังและแสดงความคิดเห็นเป็นบางช่วง...



มีหลายประเด็นที่น่าสนใจที่นักศึกษาพูดคุยถกเถียงกัน ส่วนที่่น่าสนใจและพอจะนำมาเล่าให้ทุกคนฟังได้มีดังต่อไปนี้


1. ประเด็นเรื่องการกำหนดเพศ


เป็นการพูดคุยว่าเราระบุตัวเราเป็นเพศตั้งแต่เมื่อไหร่ นักศึกษาบางท่านบอกว่าคนที่เป็นเพศอื่นๆ น่าจะเกิดจากการผิดปกติของร่างกาย ที่โครโมโซมพิการ แต่เพื่อนหลายคนไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าคนที่โครโมโซมพิการ คือมีอวัยวะเพศทั้งของชายและหญิงน่าจะเป็นกระเทยแท้ๆ แต่สำหรับคนที่เป็นเพศอื่นๆ นั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องความผิดปกติไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ แต่น่าจะเรียกว่า "รสนิยมทางเพศ" มากกว่า เท่ากับว่านักศึกษาไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ว่าการที่มนุษย์จะชอบเพศใดเป็นเหตุทางธรรมชาติหรือสัญชาตญาณ (Nature)

ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นจากการเลี้ยงดู (Nurture) นั้นนักศึกษาได้ถกเถียงและสรุปว่าการเลี้ยงดูอาจจะทำให้เด็กติดบุคลิกภาพแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ลูกทหารอาจมีลักษณะแข็งๆ หรือผู้ชายที่เป็นลูกชายคนเดียวและถูกเลี้ยงด้วยผู้หญิงหลายๆ คน หรือโตมากับพี่น้องผู้หญิงหลายคนก็อาจมี่ลักษณะอ่อนโยน หรือมีท่าทางคล้ายผู้หญิงแต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเกย์ สรุปว่าเรื่องที่เราจะกำหนดว่าตนเองเป็นเพศอะไรนั้น ไม่เกี่ยวกับ Nature หรือ Nurture เป็นเรื่องของการระบุตัวตนของแต่ละปัจเจกเอง


2. ประเด็นอำนาจภาษากับเพศ





นักศึกษาเข้าใจว่า ภาษาเป็นสิ่งที่มีอำนาจ เป็นอาวุธของเพศหรือชนชั้นที่เป็นใหญ่ในสังคมแต่ละสังคม แต่ลักษณะสำคัญที่นักศึกษาสังเกตเห็นก็คือการที่ภาษาไทยใช้คำว่า "แม่" กับเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ เช่น แม่น้ำ แม่ทัพ แม่โพสพ แม่ธรณี หรือ มาตุภูมิ เป็นต้น ทุกแม่ในที่นี้เป็นทั้งผู้ให้กำเนิดหรือเป็นผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดในพื้นที่หนึ่งๆ แต่ผู้หญิงที่เป็นเพศแม่กลับเป็นผู้ไร้อำนาจในสังคมไทย หรือแม้กระทั่งภาษาอังกฤษในสมัยก่อนก็ใช้คำเพศหญิงแทนประเทศ เช่นเรียกแทนประเทศว่า She หรือบ่งบอกว่าสิ่งใดเป็นของประเทศใดด้วยคำว่า Her แต่แล้วทุกประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครองแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) เหมือนกับประเทศไทย





หรือการใช้คำที่แสดงการกระทำ เช่น "เสียบ แทง เอา ได้" กับการที่ผู้ชายจะไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง คล้ายกับลักษณะการร่วมเพศที่อวัยวะเพศชายจะเป็นสิ่งที่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิง แต่เวลาผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายนั้น การใช้คำจะบ่งบอกถึงการถูกกระทำด้วยการนำคำว่า ถูก ไปใส่ข้างหน้า เช่น "ถูกเสียบ ถูกแทง ถูกเอา หรือ เสีย"





แต่อาจารย์เสนอว่า ผู้หญิงสมัยนี้ปลดแอกตนเองจากการถูกกดขี่ทางภาษามากขึ้นเพราะว่าพวกเธอก็ใช้คำคล้ายๆ กับที่ผู้ชายใช้ เช่น "จะเอาผู้ชายคนนี้ให้ได้" และแสดงออกทางเพศมากขึ้น เช่น Samantha ในละคอนยอดนิยมของตะวันตกเรื่อง Sex and the City ที่เป็นตัวแทนการเปิดเสรีทางเพศในยุคนี้






3. ประเด็นเพศในวรรณกรรมและศิลปะ





นักศึกษาชี้ว่ามีการสอดแทรกเรื่องเพศในงานศิลปะต่างๆ เช่นรูปปั้น Hermaphroditus ลูกชายของเทพ Venus ที่เป็นชายรูปงานจนนางไม้หลงรักและมาสิงร่างจนกลายเป็นคนที่มีอวัยวะเพศทั้งของชายและหญิง ทีตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ประเทศฝรั่งเศส หรือเทวรูปสองเพศของลาวที่เรียกกันว่า "บักหำหี"





หรืองานภาพวาดฝาผนังตามวัดของไทยที่แสดงให้เห็นการร่วมเพศทั้งระหว่าง ชายกับหญิง ชายกับชาย หรือการเล่นเพื่อนของหญิงกับหญิง จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุใดภาพการร่วมเพศเหล่านี้จึงไปปรากฎบนกำแพงวัด





อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การนำเรื่องเพศไปทำให้เป็นเรื่องอื่นๆ ที่สุนทรีย์ไม่ลามก เช่น งานวรรณกรรมยุครัตนโกสินตร์ อย่างกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่นำผู้หญิงไปเปรียบเทียบกับอาหารเผ็ดร้อน ที่ชายใดได้ลิ้มลองแล้วก็ทำให้ติดใจใรสชาติจนอยากรับประทานอีก หรือกลอนอื่นๆ ที่นำสัญญะอย่างอื่นมาแทนเรื่องการร่วมเพศ เพื่อสร้างความอ่อนช้อยงดงามทางภาษาไม่ใช่เป็นการบอกตรงๆ ว่า "ชั้นจะเอาเธอ"

4. การร่วมเพศร่วมสมัยและการควบคุมทางเพศ


คุยกันว่าเด็กทีเกิดจากการร่วมเพศของหญิงกับหญิงว่าเป็น "เด็กที่เกิดมาจากสองโยนี" หรือ "เด็กไม่มีกระดูก" เพราะอินเดียเชื่อว่าผู้เป็นพ่อคือผู้ที่ให้กระดูกกับทารกและผู้เป็นแม่คือผู้ที่ให้เลือดและเนื้อกับทารก เด็กที่เกิดจากการร่วมเพศของหญิงกับหญิงจะเป็นเด็กประหลาด คือไม่มีกระดูก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีชีวิตรอดได้


ส่วนญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 17 มีการร่วมเพศระหว่างชายที่โตแล้วกับเด็กผู้ชายในลักษณะคล้ายกับกรีกโบราณที่ชายโตแล้วเป็นผู้กระทำเด็กชาย และเมื่อเด็กชายโตขึ้นก็จะเป็นผู้กระทำต่อเด็กชายรุ่นต่อๆ ไป จะต่างก็ตรงที่ว่าความสัมพันธ์ลักษณะนี้ในกรีกจะเป็นไปเพื่อให้ชายที่โตแล้วเป็นผู้สอนความเป็นชายให้เด็ก คือเป็น "พิธีส่งต่อความเป็นชาย" แต่ในญี่ปุ่นนั้นเป็นการมีเพศสัมพันธ์กันเฉยๆ (เรียกง่ายๆ ว่า "เอากันเฉยๆ") การมีความสัมพันธ์กับเด็กชายเป็นที่นิยมมากไม่ใช่แค่ในหมู่พระศาสนาพุทธของไทยที่มีข้อห้ามทางวินัยเรื่องการถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิง (เลยไปถูกเนื้อต้องตัวผู้ชายแทน ?) เพราะว่าเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นในหมู่พระศาสนาพุทธของประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน




และในวงสัมมนาได้ถกเถียงกันว่าเรื่องของการร่วมเพศระหว่างพระที่ถือศีลกับฆารวาส ที่เรามองว่าพระผิดเพราะพระถือศีลมากและเป็นตัวแทนของสถาบันศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาหลักของสังคมไทยนั้น ผิดมากน้อยหรือเท่ากับการที่นักบวชของศาสนาอื่นกระทำผิดวินัยเรื่องชู้สาวในกรณีเดียวกัน (ผิดน้อยกว่าเพราะศาสนาอื่นไม่ใช่ศาสนาหลัก?) เปรียบเทียบกับเรื่องการประพฤติผิดทางวินัยระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ว่าระหว่างพระกับอาจารย์ใครผิดมากกว่า วงสัมมนาคุยกันว่าอาจารย์ก็ถือว่าเป็นตัวแทนหลักของสถาบันการศึกษาและมีเครื่องแบบ (Uniform) และมีข้อปฏิบัติทางวินัยเช่นเดียวกับนักบวช (หรือผิดน้อยกว่าเพราะประเทศไทยไม่ได้เน้นเรื่องการศึกษา--คำขวัญเรามีแค่ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์")





แต่ที่เห็นพ้องต้องกันก็คือ คนที่อยู่ในเครื่องแบบอย่างไรก็ผิดมากกว่า คือพระผิดมากกว่าฆารวาส และอาจารย์ผิดมากกว่าศิษย์ เพราะความสัมพันธ์นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมโดยมีนัยยะของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (Relations of Power) ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์นั้น




5. การร่วมเพศ


พูดเรื่องท่าทางการร่วมเพศและการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ด้วยการยกตัวอย่างกามาสูตร 64 ท่าของอินเดียที่เรียกว่า "ศิลปะทั้ง 64" ส่วนของไทยนักศึกษายืนยันว่ามีความรู้ที่มาในรูปแบบวีดีทัศน์ที่เรียกว่า "108 ท่า ลีลามังกร" ซึ่งหาดูได้ตามร้านขายหนังโป๊ทั่วไปหรืออาจดาวน์โหลดได้ตามอินเตอร์เน็ต อีกทั้งยังให้ความเห็นว่าในปัจจุบันการเผยแพร่ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์มีอย่างกว้างขวางมากขึ้นโดยเฉพาะความรู้ที่มีเรื่องแพทย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น คอลัมน์ในนิตยสารรายเดือนต่าง เช่น Men's Health หรือ Cosmopolitan ที่นำเอาเรื่องเพศมาประยุกต์เข้ากับการออกกำลังกาย (ประมาณว่าการออกกำลังกายท่านี้จะทำให้เราร่วมเพศในท่านี้ได้ทะมัดทะแมงขึ้นเป็นต้น) หรือเป็นการสอนการวางตัวเวลาออกเดทกับเพศตรงข้าม ฯลฯ


6. เรื่องเพศในสังคมไทย


นักศึกษาเห็นพ้องต้องกันว่าสังคมไทยเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น ให้โอกาสเพศอื่นๆ ในสังคมมากขึ้น เช่นมีเวทีประกวดสำหรับเพศต่างๆ นักแสดงนักร้องออกมาเปิดเผยมากขึ้น และมีพื้นที่ในสื่อ (Media) ให้กับเพศอื่นๆ มากขึ้น แต่ยังมีความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเพศอื่นๆ อยู่หลายประเด็นเช่น การมองว่าเพศที่สามโดยเฉพาะชายรักชายเป็นเพศที่ทำให้โรคติดต่อทางเพศ โดยเฉพาะเอดส์ระบาด ทั้งๆ ที่สถิติได้แสดงให้เห็นแล้วว่าทุกๆ เพสมีส่วนช่วยเหลือให้โรคติดต่อทางเฑสแพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง

"ความไม่เข้าใจและความกลัวนี้เองที่เป็นอุปสรรคทางปัญญากั้นขวางไม่ให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย"

Sunday, July 10, 2011

[Clipnote] สตรีนิยม และ ทฤษฎีมาร์กซิสต์ (Feminism and Marxism)

สตรีนิยม และ ทฤษฎีมาร์กซิสต์ (Feminism and Marxism)

แนวความคิดสตรีนิยมได้มีพลวัตรมาสู่การโยงเอาทฤษฎีสตรีนิยมเข้ากับทฤษฎีมาร์กซิสต์ หนึ่งในทฤษฎีเชิงปฏิวัติ (Revolutionary Theory) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาตัวทฤษฎีเพื่อการวิเคราะห์เงื่อนไขสมัยใหม่ ดังนั้น แนวความคิดสตรีนิยมมาร์กซิสต์ (Marxist Feminism) หรือสตรีนิยมสังคมนิยม (Socialist Feminism) คือการนำเอาทฤษฎีมาร์กซิสต์มาดัดแปลงเพื่อสร้างความเข้าใจในทฤษฎีสตรีนิยมสังคมนิยมร่วมสมัย และหากต้องการทำความเข้าใจทฤษฎีสตรีนิยมสังคมแล้ว จึงจำเป็นจะต้องเข้าใจทฤษฎีมาร์กซิสต์ดั้งเดิมด้วย

ทฤษฎีมาร์กซิสต์สามารถทำความเข้าใจผ่าน 3 มุมมอง คือ
1. ทฤษฎีกำหนดนิยมทางวัตถุ (Material Determinism)
ทฤษฎีนี้มองว่าวิถีการผลิตในชีวิตเงื่อนไขวัตถุนิยมนั้นกระบวนการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ในสังคมจะเป็นตัวกำหนดจิตสำนึกของปัจเจก มิใช่ปัจเจกเป็นผู้กำหนดจิตสำนึก และจิตสำนึกนั้นจะตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน
2. ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงงานและระบบทุนนิยม
ในส่วนนี้งานของ Karl Marx และ Frederic Engle เรื่อง Communist Manifesto ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนสภาพมนุษย์ให้กลายเป็นสินค้า และการที่การกระทำของมนุษย์ได้ถูกแยกส่วนจากตัวของเขาเอง จนตัวเขาเกิดความรู้สึกแปลกแยก (Alienation) ต่องานที่เขาทำและสินค้าที่เขาผลิตขึ้น และการที่ค่าส่วนต่างของค่าแรงกับราคาจริงของสินค้า (กำไร) นั้นได้ตกเป็นของนายทุน ทั้งที่บางครั้งกำไรอาจจะมากกว่าค่าแรงของกรรมาชีพ
3. บางส่วนจากทฤษฎีสตรีนิยมที่สร้างขึ้นจากผลงานของ Marx และ Engel
เช่น การกำเนิดครอบครัว ทรัพย์สินส่วนบุคคล และรัฐ (the Origin of Family, Private Property, and the State) ที่มองว่าในสังคมบรรพกาลนั้นเป็นสังคมที่สตรีเป็นใหญ่ บ้านเมืองจะถูกปกครองโดยสตรี และบุรุษมีหน้าที่ออกไปล่าสัตว์
การที่สตรีเป็นใหญ่นั้นก็เพราะพวกเธอเป็นเจ้าของแรงงานจากการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวคอมมูนเป็นครอบครัวหลายผัวหลายเมีย จึงทำให้การสืบทอดสายตระกูลนับผ่านทางมารดา จนเมื่อสังคมได้เข้าสู่ยุคเกษตรกรรม กลุ่มผู้ชายได้เลิกการล่าสัตว์และทราบว่าตนมีการผลิตมนุษย์รุ่นต่อไป เกิดการสะสมทุน ทำให้ผู้ชายที่เป็นเจ้าของทรัพย์ต้องการความแน่ใจในสายเลือดของตน ต่อมาครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวที่มีผู้ชายเป็นคนกำหนดจึงเกิดขึ้น ณ บัดนั้น

แนวความคิดสตรีนิยมสังคมนิยมมีนักคิดที่สำคัญ คือ Margaret Benston ได้เขียนเรื่อง เศรษฐศาสตร์การเมืองแห่งการปลดปล่อยตรี (The Political Economy of Women’s Liberation) ในปี ค.ศ.1969 โดยเสนอว่าการทำงานในครัวเรือนของสตรีนั้นไม่ได้นับรวมอยู่ในระบบเศรษฐกิจ หรืออาจเรียกได้ว่าไม่ได้นับเป็นงานเลยด้วยซ้ำ ผู้หญิงจึงอยู่ในสภาพที่ด้อยกว่าเพราะทำงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างจึงแทบไม่มีโอกาสจะเท่าเทียมกับบุรุษที่ได้รับค่าแรงงาน

จากนั้น Lise Vogel ได้เขียนงานที่ค่อนข้างขัดแย้งกับ Margaret Benston ผลงานนั้นชื่อ ครอบครัวโลก (The Earthly Family) ในปี ค.ศ.1973 ซึ่งเสนอว่า การทำงานบ้านเป็นการสร้างสินค้าและบริการเพื่อการบริโภคของตนไม่ได้อยู่ในระบบทุนนิยม ดังนั้น งานของแม่บ้านจึงเป็นงานไม่มีความแปลกแยกเมื่อเทียบกับงานของบุรุษ และการทำงานที่ไม่สร้างความแปลกแยกนี้เองที่จะทำให้แม่บ้านค้นพบจิตสำนึกและความแข็งแกร่งในตนเองที่สามารถขับเคลื่อนสตรีไปสู่การเป็นแนวหน้าในการปฏิวัติได้ หรือผลงานของ Susan Sontag เรื่อง โลกที่สามแห่งสตรี (The Third World of Women) ในปี ค.ศ. 1973 ที่เสนอว่าพื้นที่ส่วนบุคคลเท่านั้นที่เป็นพื้นที่อันปราศจากความแปลกแยกจากโลกทุนนิยมอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ Angela Davis ได้เสนอในผลงานที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1971 เรื่อง ภาพสะท้อนของบทบาทสตรีผิวสีในชุมชนทาส (Reflections on the Black Women’s Role in the community of Slaves) ว่า ผู้หญิงผิวสีที่ได้เข้าร่วมในโลกสาธารณะคือการใช้แรงงานแบบบุรุษและโลกส่วนบุคคลคือพื้นที่การทำงานบ้าน ทำให้พวกเธอตระหนักรับรู้ถึงจิตสำนึกจนนำไปสู่การเป็นแกนกลางในขบวนการปลดปล่อยทาส

อยากไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1976 นักคิดอย่าง Eli Zaretsky ได้โต้แย้งใน ทุนนิยม ครอบครัวและชีวิตส่วนบุคคล (Capitalism, the Family and Personal Life) ว่า การเกิดและเติบโตขึ้นของทุนนิยมต่างหากที่สร้างการแบ่งแยกระหว่างพื้นที่ส่วนบุคคลกับพื้นที่สาธารณะออกจากกันอย่างเด็ดขาดอันเป็นลักษณะของสังคมสมัยใหม่ที่มนุษย์ถูกทำให้เป็นกรรมาชีพ (proletarianization) จากการที่ต้องแสวงหาอัตลักษณ์ใหม่ให้ตนเองด้วยการออกไปทำงานนอกบ้าน ซึ่งนำไปสู่การแบ่งงานกันทำจากพื้นฐานทางเพศ จนทำให้แม่บ้านถูกกีดกันจากพื้นที่ทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะงานและชีวิตของเธออยู่ในพื้นที่ที่ไม่แยกจากกัน
งานเขียนของ Zaretsky ได้รับการส่งเสริมจาก Ann Foreman ผู้หญิงถูกสร้างความเป็นเพศหญิง (gender construction of femininity) อันทำให้พวกเธอจ้องอยู่ภายใต้การดูแลจากผู้ชาย จนตกอยู่ภายใต้การเป็นผู้ถูกกระทำและความถดถอยทางปัญญา และประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Zillah Eisenstein ที่มองว่างานบ้านเป็นสิ่งแปลกแยกเพราะผู้หญิงถูกบังคับให้ทำงานบ้าน ไม่ได้เลือกทำจากความสมัครใจของเธอ
ขณะที่ Mariarosa Della Costa ที่ได้เขียนผลงานเรื่อง ผู้หญิงและการตกเป็นรองในชุมชน (Women and the Subversion in Community) ในปี ค.ศ.1972 ที่เสนอว่าผู้หญิงจะไม่มีอิสระทางการเมืองและสังคมเพราะว่าพวกเธอไม่มีอิสระทางเศรษฐกิจ คือการที่ต้องพึ่งพารายได้ของผู้ชาย ซึ่งการไม่เป็นอิสระนี้ทำให้เกิดภาวะแปลกแยก

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการตกอยู่ภายใต้พื้นที่ส่วนบุคคลจะเป็นโอกาสให้ผู้หญิงได้มีเวลาพัฒนาตนเองจนทำให้มีการสร้างจิตสำนึก (consciousness- raising) ขึ้นมาได้ โดยที่ Nancy Hartsock เสนอว่าแม้ผู้หญิงจะได้มีโอกาสออกไปทำงานนอกบ้านที่ได้รับค่าจ้าง แต่งานที่เธอต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือ งานบ้านและการเลี้ยงดูบุตรอยู่ดี การทำงานของผู้หญิงจะสร้างจิตสำนึกที่มีเหตุผล อิงกับบริบทที่เธอเผชิญอยู่ โดยบูรณาการและอิงอยู่กับชีวิตมากกว่างานแบบผู้ชายที่เป็นนามธรรม ซึ่งยึดติดอยู่กับการแลกเปลี่ยนสินค้าในโลกทุนนิยมและการทำงานที่ไม่แปลกแยกของผู้หญิงนี้เองจะนำไปสู่การเกิดจุดยืนสตรีนิยมที่จะทำให้ผู้หญิงเข้าใจอุดมการณ์และสถาบันชายเป็นใหญ่จนสามารถหาวิธีที่จะสร้างทางไปสู่การปลดปล่อยผู้หญิงได้

*****************************************************************************************

[Clipnote] สตรีนิยมแบบวัฒนธรรม ในศตวรรษที่ 19 (Nineteenth Century Cultural Feminism)

สตรีนิยมแบบวัฒนธรรม ในศตวรรษที่ 19 (Nineteenth Century Cultural Feminism)
แนวคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรมในสมัยศตวรรษที่ 19 นี้นับได้ว่าเป็นการออกมาโต้กับแนวความคิดสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้ง (Enlightenment Feminism) ในแง่ที่ว่า แนวความคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรมนี้ได้มองไปไกลกว่าความมีเหตุผล หรือการมุ่งแก้ไขสถานะของสตรีด้วยการแก้ไขที่ตัวบทกฎหมาย แต่กลับมองที่การถ่ายเปลี่ยนทางวัฒนธรรม จากวัฒนธรรมและการปกครองแบบชายเป็นใหญ่ หรือที่เรียกว่า ปิตาธิปไตย (Patriarchy) มาเป็นวัฒนธรรมและการปกครองที่ให้เพศหญิงเป็นศูนย์กลาง หรือที่เรียกว่า มาตาธิปไตย (Matriarchy) เพราะการแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันที่ตัวกฎหมายเป็นเพียงการแก้ไขความไม่เท่าเทียมในระดับผิวเผินเท่านั้น หากแต่การแก้ไขวัฒนธรรมอันเป็นตัวกำหนดความคิดของสังคมนั้นจะเป็นการสร้างความเท่าเทียมที่ยั่งยืนกว่า
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจากชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่เน้นการใช้ความรุนแรง การฆ่าฟัน การนองเลือด และจบลงด้วยความตาย มาสู่วัฒนธรรมแบบหญิงเป็นใหญ่ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นคู่ตรงกันข้าม คือ เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวพันกับการให้กำเนิด การเลี้ยงดู และความอ่อนหวาน ย่อมทำให้สังคมเป็นสังคมที่น่าอยู่และสงบสุขเป็นแน่แท้
แต่แนวคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรมก็มีส่วนคล้ายคลึงกับแนวความคิดสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งอยู่บางประการ เช่น การสนับสนุนให้สตรีสามารถพึ่งพาและปกครองตนเองได้ มิใช่แค่การมีชีวิตผ่านชีวิตของผู้ชายที่เป็นเจ้าของเธอ และได้เพิ่มเติมความสำคัญของการเติบโตทางอินทรีย์ (Organic Growth) ที่จะทำให้สามรถเติบโตทางปัญญาได้ไว้ด้วย การเติบโตนี้อาจทำได้โดยการแยกตัวผู้หญิงออกจากสังคมชายเป็นใหญ่เพื่อให้พวกเธอได้สร้างสังคมของพวกเธอขึ้นมาเอง
นักคิดที่สำคัญในแนวคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรมคือ มากาเร็ต ฟูลเลอร์ (Margaret Fuller) เจ้าของผลงาน สตรีในศตวรรษที่ 19 (Women in the Nineteenth Century) ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวแนวโรแมนติกในยุโรป (European Romantic Movement) ที่เน้นถึงการมองความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและชาย ไม่ใช่แค่การมองเพียงแค่ความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์ที่มีเหตุผลแบบแนวความคิดสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้ง
และนักคิดอีกคนหนึ่งคือ ชาร์ล็อต เพอร์กิน กิลแมน (Charlotte Perkins Gilman) ที่ได้เขียน นวนิยายเรื่อง ดินแดนของเธอ (Herland) อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการปกครองที่ดีงามในกฎของสตรี
นอกจากนี้แนวคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรมยังมองว่าศาสนา โดยเฉพาะศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิก และสังคมเป็นสิ่งที่กดขี่สตรีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการปลูกฝังความคิดที่ว่า ผู้หญิงย่อมเป็นผู้ที่ต่ำกว่า ด้อยกว่า มาที่หลัง และต้องถูกควบคุมโดยชาย ตั้งแต่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่กล่าวว่า ผู้หญิงคนแรกของโลกนั้นเกิดมาจากซี่โครงของชายคนแรก ทั้งๆที่พระผู้เป็นเจ้าได้แสดงตนเป็นทั้งเพศชายและเพศหญิงในไบเบิ้ล หรือแม้กระทั่งในคัมภีร์คาบาลา ของศาสนายิว การมองภาพลักษณ์ของสตรีต่ำหว่าบุรุษในพื้นที่ทางศาสนาเช่นนี้นำไปสู่การวางสถานะของสตรีให้เป็นเพียงทรัพย์สินของบุรุษในสังคม
ในศตวรรษนี้มีทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่โด่งดัง คือ ทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคม (Social Darwinism) ของ ชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) อันเป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงวิวัฒนาการที่ธรรมชาติจะคัดสรรผู้ที่เหมาะสมที่สุดให้อยู่รอดในสังคมต่อไป นับว่าเป็นทฤษฎีที่สร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของบุรุษในแง่ของการทำสงคราม ล่าอาณานิคม และในแง่ของการใช้กลไกตลาดทุนนิยมในระบบเศรษฐกิจ
แนวคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรมจึงมีข้อโต้แย้งว่า สิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะการที่ผู้หญิงมีสถานะเป็นรองนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงสังคมที่จะต้องเกิดขึ้นนั้นคือการเปลี่ยนแปลงโดยพร้อมเพรียงกันทั้งในแง่ตัวบทกฎหมายที่เป็นเงื่อนไข และและการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมซึ่งเป็นแนวความคิดของคนในสังคม
ข้อเสนอหลักของแนวคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรมนี้คือ การที่สตรีต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ ต้องมีความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ ผู้หญิงต้องมีเสรีภาพในร่างกายของตนเอง คือ ต้องสามารถเลือกที่จะรักคนที่เธอต้องการ และเลือกที่จะคุมกำเนิดเมื่อเธอต้องการ สิทธิเหล่านี้นับว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงตามแนวคิดสตรีนิยมแบบวัฒนธรรม นอกจากนี้แล้วยังมีการเรียกร้องถึงสิทธิคนรักเพศเดียวกัน (Homosexual Rights) อีกด้วย เพราะแนวคิดนี้เชื่อว่าการที่มนุษย์เพศเดียวกันจะมีความรักกันย่อมไม่ต่างกันกับมีความรักกับมนุษย์ต่างเพศ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติ

[Clipnote] สตรีนิยมในยุคเสรีนิยมแห่งการรู้แจ้ง

สตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งและเสรีนิยม (Enlightenment Liberal Feminism)
ในศตวรรษที่ 16 – 19 ได้มีขบวนการการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีขึ้นในโลกตะวันตกอันเป็นผลจากการที่เกิดกระแสปฏิวัติขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว เช่น การปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ. 1776) การปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ.1789) เป็นต้น ในการต่อสู้ของขบวนการสตรีนิยมดังกล่าวมีผลงานชิ้นสำคัญของ แมรี วอลสโตนคราฟต์ (Mary Wollstonecraft) เรื่อง ความชอบธรรมในสิทธิของผู้หญิง (A Vindication of the Right of Woman) เป็นผลงานที่ให้อิทธิพลกับความคิดและแนวทางการเคลื่อนไหว
โดยหลักแล้วสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งและเสรีนิยมมีความคิดว่าผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ของบ้าน (domestic/private sphere) ในบทบาทของแม่ เมีย ลูกสาว พี่สาว หรือน้องสาว เพราะถูกสันนิษฐานไว้แต่เบื้องต้นว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีเหตุผล อารมณ์แปรปรวน และต้องถูกควบคุมจากสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล หนักแน่น ซึ่งก็คือ เพศชาย โดยที่ความเป็นพลเมือง (citizenship) ของผู้หญิงจะถูกโอนให้ผู้ชายเป็นตัวแทนของเธอในพื้นที่สาธารณะ (public sphere) และสถานะของพวกเธอก็จะเป็นเพียงทรัพย์สินของพวกเขาเท่านั้น จึงเท่ากับว่าผู้หญิงตกอยู่ในสภาพที่ตายทางการพลเมือง (instant civil death) ด้วยการแต่งงาน

แนวความคิดพื้นฐานของสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งและเสรีนิยม ได้แก่
1. ความศรัทธาในเหตุผลของปัจเจก ในแง่ที่เป็นความศักดิ์สิทธ์ิเช่นเดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้า
2. ความเชื่อว่าเพศหญิงและชายเท่าเทียมกันในความสามารถทางเหตุผลและจิตวิญญาณ
3. ความเชื่อว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
4. การมองปัจเจกเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระไม่ขึ้นกับสิ่งอื่น
5. การนิยามให้สิทธิตามธรรมชาติ (natural rights) คือ สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง (right to vote)

ข้อเสนอหลักของสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งและเสรีนิยม คือ การให้การศึกษาทีี่เหมาะสมแก่ผู้หญิงซึ่งจะนำไปสู่การปลดปล่อยผู้หญิง การให้ค่าแรงที่เหมาะสมแก่ผู้หญิงซึ่งจะนำไปสู่ความเคารพในตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเอง และ สิทธิพลเมืองของผู้หญิงที่เท่าเทียมกับผู้ชายที่รวมทั้งสิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง และสิทธิในการพูดในพื้นที่สาธารณะ

เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะหนึ่งขบวนการสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งและเสรีนิยมนั้นได้เข้าไปร่วมมือกับกลุ่มคนผิวดำที่ตกเป็นทาสและยังไม่ได้รับสิทธิพลเมืองเท่าเทียมกับคนผิวขาว แต่สุดท้ายแล้วการปลดป่อยทาสผิวดำและการรับรองสิทธิพลเมืองของคนผิวดำกลับเกิดขึ้นก่อนการปลดปล่อยผู้หญิงผิวขาวเสียอีก

ข้อเสียของสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งและเสรีนิยม คือ การที่ขบวนการการต่อสู้ของสตรีในยุคนี้ไม่มองถึงความเป็นเพศไม่ว่าจะเพศหญิงหรือชาย หากแต่ขบวนการนี้มองแค่เพียงความเท่าเทียมในสิทธิกันในฐานะความเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการเหตุผลอย่างเสมอภาคกัน

ในกรณีของประเทศไทย เราอาจสังเกตตัวอย่างของการต่อสู้หรือแนวนโยบายสาธารณะแบบสตรีนิยมในยุคแห่งการรู้แจ้งและเสรีนิยมได้ เช่น การเรียกร้องสิทธิสตรีที่เท่าเทียมกับบุรุษ สิทธิที่ผู้หญิงจะใช้นามสกุลเดิมหลังแต่งงาน เป็นต้น